[Inspiration ]  [article] องค์กรรมณีย์...เริ่มต้นภายในตัวเรา

 
 
 

องค์กรรมณีย์...เริ่มต้นภายในตัวเรา

ผู้บริหารบริหารอะไรกันแน่...

การเป็นผู้บริหารสมัยปัจจุบันเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ไหนๆที่จะมีเรื่องให้ชวนคิดอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Disruption Workforce Technology Risk Diversity Cyber-security และอื่นๆอีกมากมาย นี้ยังไม่นับรวมถึง course อบรมจาก guru จากหลากลายสำนักที่ประดังประเดถาโถมเข้าใส่ จนไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรไ ปฟังสัมมนาไหนดี

จนมาคุยกับทาง IOD ว่าเราจะทำ content แบบเบาๆกันบ้างดีกว่าเดียวผู้บริหารและกรรมการของเราจะเครียดเกินไปหน่อย ทางทีมพี่บอย Kulvech Janvatanavit ก็ใจดี อยากทำอะไรก็ให้ทำ ขอให้ทำออกมาดีและเป็นประโยชน์ก็พอ (อันนี้ไม่ค่อยกดดันเลย ????) เลยมาเป็นที่มาของรายการใหม่ที่มีชื่อว่า Aspiring Director (ไม่ใช่ Aspirin นะ ☺️) โดยจะนำเสนอในเรื่องของ Lifestyle ของผู้บริหาร กรรมการบริหาร ที่น่าสนใจและสามารถเชื่อมโยงในเรื่องของ Passion Purpose และ Performance ขององค์กร

เมื่อได้ concept ก็ลองถามกันโดยรอบๆว่าอยากจะได้ใครมาเปิดรายการใหม่ให้ หลายเสียงบอกว่าอยากฟัง ดร.วิรไท สันติประภพ กรรมการอิสระ บริษัท ปตท. สผ ประธานกรรมการบริหารสวนโมกช์กรุงเทพฯ ในเรื่องของการสร้างองค์กรแห่งสติ ที่ทาง ดร.ก็ ได้ออกเดินสาย promote ถึงความจำเป็นที่องค์กรที่ต้องนำเอาเรื่องสติมาใช้ในองค์กร และผู้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคงหนีไม่พ้นผู้นำสูงสุดขององค์กร ซึ่งเมื่อติดต่อไป ดร.ก็ ยอมตกลงเป็นแขกคนแรกเปิดตัวรายการให้แต่โดยดี

ทุกครั้งที่มีโอกาสได้ทำงานเรื่อง องค์กรรมณีย์ ที่ทาง หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ - สวนโมกข์กรุงเทพ และ สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันจัด ซึ่งตอนนี้ทำมาถึงรุ่นที่หกแล้ว ผมเองก็ได้สวมบทบาทชวนวิทยากรอีกสามท่านซึ่ง ดร.ก็ Veerathai Santiprabhobก็เป็นหนึ่งในวิทยากร รวมถึง โค้ช Jimi Jimi Potchanart และครูดล ดล เกตน์วิมุต มาคุยเรื่องการสร้างสติและการสร้างองค์กรแห่งสติอยู่ทุกครั้ง แต่ในคราวนี้เป็นการสัมภาษณ์ในวงของ IOD ซึ่งผู้เข้าร่วมการเสวนาจะประกอบไปด้วยผู้บริหารระดับสูง ประธานกรรมการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ และผู้สนใจที่เป็นสมาชิกของทาง IOD เลยขอสรุปบทสัมภาษณ์เท่าที่นึกได้มาแบ่งปันครับ ส่วนฉบับเต็มพร้อมทั้ง VDO ในงานทาง IOD คงนำมาเผยแพร่ต่อไป

สำหรับคำถามที่ว่า ผู้บริหาร...บริหารอะไรกันแน่

ดร.ก็ บอกเราว่า

1. สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้บริหาร...คือการบริหารจัดการ Trust

ความไว้เนื้อเชื่อใจของคนในองค์กร ซึ่งความไว้ใจจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยถ้าไม่มีการฟังอย่างตั้งใจ หรือ deep listening หลายองค์กรมีพื้นที่แห่งการสั่ง การทำ แต่ไม่เคยเปิดพื้นที่เรื่องการฟัง

ดร.ก็​บอกกับเราว่า ด้วยความที่มักที่จะทำงานกับองค์กรที่มีแต่คนเก่งๆ เมื่อคนเก่งๆอยู่รวมกัน ก็จะเกิดวัฒนธรรมที่ว่า จำเป็นที่ต้องสามารถหาตรรกะและข้อโต้แย้ง เพื่อหาข้อผิดพลาดของงานของอีกฝ่ายหนึ่งให้ได้ ดังนั้นวัฒนธรรมที่องค์กรดังกล่างสร้างขึ้นมา จะเป็นวัฒนธรรมองค์กรแบบวิพากวิจารณ์ จับผิด ตั้งแง่ โดยที่จะให้นำ้หนักน้อยในเรื่องของการฟังอย่างตั้งใจ หรือแนะนำอย่างสรรค์สรรค์ หรือไม่ก็เปิดโอกาสให้พลาดแต่ได้เรียนรู้ เมื่อทางองค์กรที่ ดร.ก็ กำกับดูแลอยากจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริหาร โดยที่จะเริ่มจากให้ผู้บริหารรู้จักชมให้เป็น แต่ปรากฏว่าผู้บริหารที่เก่งเรื่องงาน แต่ไม่สามารถที่จะก้าวข้ามตัวตนของตนเองและสามารถที่จะชมใครได้ พร้อมทั้งบอกว่า เกิดมายังไม่เคยชมใคร

ขออนุญาติเสริมนิดว่า ส่วนที่มักที่จะเข้ามาขวางและทำให้ผู้บริหารไม่สามารถจัดการเรื่อง Trust ได้มักจะเป็นเพราะว่ายังมีอคติหรือ Bias ในทางพุทธมีการพูดถึงเรื่อง อคติว่ามีอยู่สี่แบบหรือเรียกว่า อคติสี่ นั้นคือ

1. ฉันทาคติ ความลำเอียงเพราะรักหรือชอบพอกัน
2. โทสาคติ ความลำเอียงเพราะชัง
3. โมหาคติ ความลำเอียงเพราะเขลาหรือหลงผิด
4. ภยาคติ ความลำเอียงเพราะกลัว

2. ฐานทั้งสาม ที่จำเป็นในการทำงาน

นอกจากนั้น ดร.ก็ ยังบอกกับเราว่าในการทำงานเราต้องใช้สามฐานนั้นคือ ฐานคิด ฐานการกระทำ และฐานใจ เรามักที่จะให้ความสำคัญ ดูแลรักษาในเรื่องของ ฐานคิด โดยการเติมความรู้เข้าไปอย่างสม่ำเสมอ หา tools และ technique ใหม่มาใช้ในการทำงาน และฐานการกระทำ การออกกำลัง ดูแลรักษา ทำความสะอาด

แต่ฐานใจอันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และอยู่กับเราตลอดเวลา เป็นสิ่งที่เรามักจะไม่ออกกำลังใจ และไม่ได้ล้างใจ ทำความสะอาดใจ ทำให้ใจยังเต็มไปด้วย สิ่งที่เป็นลบ อคติ เรื่องราวเก่าๆ มานะ อัตตา ผู้บริหารในองค์กรต้องสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กร แต่วัฒนธรรมองค์กรจะเกิดไม่ได้เลย ถ้าผู้บริหารไม่ทำให้เป็นตัวอย่างและเอาจริง เอาจังกับมัน ผู้บริหารไม่สามารถ outsource งานทางด้านการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้กับ HR หรือผู้บริหารระดับรองลงมา

3. ผู้นำต้องสร้าง Mindfulness Competencies

สำหรับคำถามที่ว่าแล้วผู้บริหารจะสร้าง MIndfulness ให้เกิดขึ้นกับตัวเองและผู้อื่น จะต้องสร้าง Competency ซึ่งรวมไปด้วยองค์ประกอบในเรื่อง Skill Knowledge และ Attribute ในเรื่องใดบ้าง ดร.ก็ บอกกับเราว่าได้ลองเสนอแนวคิดในเรื่อง 6C ของการสร้าง MIndfulness ไว้ดังนี้

1. Concentration มีสมาธิ ใจจดจ่อกับเรื่องที่กำลังทำ รักษาสมาธิได้อย่างต่อเนื่อง

2. Clarity เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างที่เป็น เห็นตามเป็นจริง ไม่ใช่เห็นแบบที่ตัวเองเชื่อว่าเป็น หรืออยากให้เป็น ต้องรักษาใจให้เป็นกลางเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เห็นสิ่งต่างๆ รอบด้าน

3. Contentment สามารถสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในใจ ไม่ว่าเจอแรงกดดันแบบใด ความพึงพอใจทำให้เรารู้จักพอประมาณ สามารถตั้งคำถามกับตัวเองได้ว่า สิ่งที่กำลังทำเป็นความจำเป็นหรือความโลภ

4. Compassion ผู้บริหารต้องสามารถเข้าใจคนอื่น ด้วยความรู้สึกที่เป็นมิตร ด้วยความคิดอยากช่วยเหลือให้ผู้อื่นดีขึ้น เคารพทัศนคติ ความเห็น และข้อจำกัดของคนอื่น สามารถมองบทบาทของตนกว้างมากกว่าผลประโยชน์ของตัวเอง มองโลกและมองทีมงานที่เชื่อมโยงกัน เป็นภูมิคุ้มกันลดความขัดแย้งในองค์กร

5. Creativity and Collaboration ความคิดสร้างสรรค์ เราอยู่บริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ความคิดใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นต้องเป็นการหาทางออกที่ทำได้จริง ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่มี peace of mind และการสร้างการมีส่วนร่วมกับบุคคลอื่น ภาคีเครือข่ายต่างๆ

6. Cushioned Mind ใจที่มีกันชน รับแรงปะทะได้ กระทบแต่ไม่กระเทือน

4. You get what you measure - Peter Druker

กูรูทางด้าน Leadership อย่าง Peter Druker บอกไว้ว่า 'วัดอย่างไร ก็ได้ผลลัพธ์อย่างที่วัด' คือตั้งตัววัดที่ถูกก็เป็นประโยชน์ สร้างตัววัดที่ผิดก็เสียเวลา ทุกครั้งที่ชวนคุยกันเรื่อง Mindfulness และบริบทขององค์กร เรามักจะได้รับคำถามที่ว่า จะสร้างตัววัด (KPI) และผลสำเร็จของการนำไปใช้ MIndfulness ไปใช้ในองค์กรได้อย่างไร เพราะเป็นจริตขององค์กรที่ว่า ถ้าวัดไม่ได้ก็ถือว่าไร้ค่าและเสียเวลาที่จะทำ บ่อยครั้งเรามักจะเห็นองค์กร obsess กับขบวนการวัดและตัวชี้วัดความเป็นรมณีย์ จนอาจจะทำให้เราถอยห่างออกจากความเป็นรมณีย์ที่แท้จริงก็ได้

ในช่วงก่อนการเสวนาได้ชวนผู้เข้ารวมทำกิจกรรมเพลินธรรมนำชม ซึ่งปกติจะจัดในช่วงเย็นกว่านี้ วันนี้อากาสค่อนข้างร้อน และเมื่อผู้เข้าร่วมเสวนาเข้ามาในห้องปฏิบัติธรรมเมื่อได้สัมผัสกับอากาศที่เย็นความรมณีย์ก็เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว โดยที่ไม่ต้องอาศัยการวัดแต่อย่างใด หลายท่านมองว่า technology จะมาช่วยเรื่องการวัด เอา AI มาจับการมีสติกันเลยดีไหม แต่แท้จริงแล้วอาจจะยิ่งทำให้เราถอยห่างออกจากเรื่อง Mindfulness และสาระของมัน ก็ได้

สรุปสุดท้ายคุยมานาน มีคำถามที่ว่า แล้วอะไรคือ ‘สติ’ สติคือ ‘สภาวะที่จิตระลึกรู้ได้ในปัจจุบันขณะ ด้วยความตั้งมั่นและเป็นกลาง’ หรือที่ Guru ทาง Mindfulness ที่ชาวตะวันตกเชื่อถือเป็นอันมานั้นคือ Kabat-Zim ได้สรุปเอาไว้ได้ดีว่า

‘Mindfulness is defined as the awareness that emerges through paying attention on purpose, in the present moment, and non-judgmentally to the unfolding of experience moment to moment’

มีผู้ใหญ่หลายท่านฝากไว้ว่า การพูดถึงเรื่องของ Mindfulness Leadership อย่ามองเป็นเพียงทักษะหรือความเข้าใจตามอาชีพเช่น อาชีพผู้บริหาร และคนในองค์กร แต่ทำอย่างไรที่จะลงมาเป็น Mind Literacy ที่มองเป็นเรื่อง Life Long Learning Skill กันเลยดีกว่าแบะควรจะดูเป็นองค์รวมไปกับระบบการศึกษาของประเทศ ซึ่งก็ตรงกับบทความของท่านพระอาจารย์ชยสาโร ที่พูดถึงว่าระบบการศึกษาของศาสนาพุทธเป็นระบบการศึกษาที่ดีที่สุด แต่นับวันเรากลับให้ความสำคัญ น้อยลงน้อยลงไปทุกวัน สิ่งนี้เกิดขึ้นไปพร้อมกับ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ลดลง คะแนนสอบมาตรฐานของเด็กไทยที่ต่ำลง ความเครียดที่สูงขึ้น และสุขภาวะของคนไทยที่ลดลงด้วยเช่นกัน

ในฐานะของคนทำงานในเรื่องนี้ รู้สึกว่าทุกครั้งที่มีการพูดคุยในเรื่องนี้ เราจะได้แง่คิดและมุมมองใหม่อยู่เสมอ ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของ ดร.ก็ และคณะทำงานที่อยากที่จะชวนกันคิดสร้าง ecosystem และ platform ในการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจเพื่อจะทำให้เกิด สังคมรมณีย์ องค์กรรมณีย์ และผู้นำรมณีย์ สรุปรวมได้ว่า...รมณีย์เริ่มขึ้นที่ตัวเรานั้นเอง...

ขอบคุณ ดร.ก็ ที่รวมแบ่งปันความคิดที่มีประโยชน์ ขอบคุณพี่ Jimi ที่มาร่วมให้กำลังใจ และขอบคุณทาง Thai Institute of Directors (IOD) สำหรับพื้นที่ดีๆให้ทำงานครับ ????????

#IDGonenessThailand
#InnerDevelopmentGoal
#WeOneness
#สสส.

 

Created date : 07-06-2024
Updated date : 07-06-2024

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles