ทำไมเกษตรไทยถึงติดปุ๋ยเคมี ทั้งที่รู้ว่าปุ๋ยเคมี ราคาสูงและระยะยาวทำให้ดินเสีย ?
ตารางปริมาณและมูลค่าการนำเข้าปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ ปี 2552 -2557
ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีหลากหลายสูตร
มูลค่าประมาณกว่า 5-6 หมื่นล้านบาทต่อปี เพราะอะไร ?
ใช่ครับ ทุกท่านอ่านไม่ผิด...
ประเทศเรานำเข้าปุ๋ยเคมีคิดเป็นมูลค่า
5-6 หมื่นล้านบาทต่อปี !!!
ประเทศไทยมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม
เดิมทีประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ดินดี น้ำดี การเพาะปลูกไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีเลยแม้แต่เม็ดเดียว จะมีก็ใช้ปุ๋ยคอกบ้างเป็นบางครั้ง สมัยปู่ย่าตายายพวกเราปลูกข้าวงามมาก ได้ไร่นึงเป็นเกวียนขึ้นไปก็ไม่เคยต้องใส่ปุ๋ยเคมี แต่วันนี้ภาคกลางใส่ปุ๋ยเคมีในการปลูกข้าวตั้งแต่ 2-4 กระสอบต่อไร่เป็นเพราะอะไร ?
ปริมาณป่าไม้ของประเทศไทยที่ลดลงต่อเนื่องจากการตัดไม้และขยายตัวของพื้นที่การเกษตร
เมื่อก่อนเวลาปลูกพืชไปนานๆ แล้วผลผลิตลดลง เกษตรกรก็ใช้วิธีย้ายที่ปลูกใหม่ หักป่า ถางพง เพื่อหาที่เพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์ใหม่ ๆ ทำแบบนี้มาเป็นเวลานาน เพราะคนยุคก่อนไม่รู้วิธีปรับปรุงดิน
กว่า 70 ปีก่อน ช่วงประมาณหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกษตรกรรู้จักปุ๋ยเคมีในชื่อ ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ตัวแรกที่นำมาใช้คือ แอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) นิยมใช้ในพืชผักและผักสวนครัวซะส่วนใหญ่ ซึ่งใช้ได้ผลดี เพราะดินที่ขาดธาตุอาหารก็ได้ธาตุอาหารเพิ่มขึ้นรวดเร็วด้วยปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ประกอบกับปุ๋ยคอกเริ่มหายาก และพอกับความต้องการใช้ของเกษตรกร ไม่เหมือนปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่มีร้านขาย หาซื้อได้ง่ายกว่า
เมื่อถึงจุดหนึ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการสนับสนุนให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์กับนาข้าว โดยได้รับการสนับสนุนความรู้ และการศึกษาวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์จากสหรัฐอเมริกา จากองค์กร ยูซ่อม และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ยูเสด ซึ่งได้นำ แอมโมเนียมฟอตเฟต (16-20-0) มาใช้ในการปลูกข้าว ซึ่งใช้ได้ผลดีมาก เนื่องจากประเทศไทยปลูกข้าวเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์มากขึ้นเรื่อย ๆ
ต่อมาจึงมีการตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยวิทยาศาสร์ขึ้นที่ลำปาง โดยใช้ถ่านหินลิกไนต์ ด้วยการสนับสนุนและถือหุ้นจากรัฐบาลในขณะนั้น ทำให้โรงงานปุ๋ยวิทยาศาสตร์รายนี้ผูกขาดตลาดปุ๋ยวิทยาศาสตร์โดยสมบูรณ์
เนื่องจากพ่อค้าปุ๋ยวิทยาศาสตร์ในประเทศเสียผลประโยชน์ จึงมีการนำเข้าปุ๋ยวิทยาศาสตร์สูตรอื่นๆ เข้ามาเพื่อทำตลาดแข่งขันอีกหลายสูตร ต่อมาจึงมีการนำเข้าแม่ปุ๋ยสูตรอื่นๆ เข้ามาทำตลาดอีกหลายสูตร แล้วต่อมาจึงมีการผสมแม่ปุ๋ยเคมี เป็นปุ๋ยสูตรต่าง ๆ ให้เหมาะกับพืชมากขึ้น
ปี พ.ศ. 2518 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้บัญญัติ พรบ.ปุ๋ย ขึ้น จึงเปลี่ยนชื่อเรียกจาก “ปุ๋ยวิทยาศาสตร์” กลายเป็น “ปุ๋ยเคมี” รวมถึงกำหนดมีการให้ความรู้ทางวิชาการการใช้ปุ๋ยเคมี การแก้ปัญหาดินด้วยปุ๋ยเคมี ข้อเขียนทางวิชาการด้านปุ๋ยเคมีนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เกริ่นกันมานาน หลังจากที่เรารู้จักประวัติปุ๋ยเคมีในประเทศไทยแล้ว เรายังรู้อีกว่าเกษตรกรเริ่มรู้จักคำว่าปุ๋ยครั้งแรก มาจากปุ๋ยเคมี พืชที่เริ่มต้นสนับสนุนให้มีการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างจริงจังก็เป็นข้าว ซึ่งมีจำนวนเกษตรกรปลูกมากที่สุดในประเทศ ผู้ที่เริ่มต้นธุรกิจปุ๋ยเคมีเจ้าแรกก็เป็นนักธุรกิจและรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้น กระทรวงเกษรและสหกรณ์ตั้งพรบ.ปุ๋ยครั้งแรก ก็เพื่อควบคุมและจัดระเบียบปุ๋ยเคมีก่อนที่จะมีพรบ.ปุ๋ยอินทรีย์เสียอีก
งบการวิจัยปุ๋ยต่าง ๆ ก็มากจากบริษัทเอกชนเพียงไม่กี่บริษัท ที่นำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด อาจารย์และนักวิชาการในมหาวิทยาลัยจริงต้องทำการทดลอง/วิจัย ในเรื่องที่ถูกตีกรอบมาแล้วว่า “ การใช้ปุ๋ยเคมี กับพืชชนิดต่าง ๆ ให้ได้ผลดี ต้องทำอย่างไร ?” แต่ส่วนน้อยมากคือ การทดลอง/วิจัย ที่ตั้งคำถามที่ว่า
“ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์/มูลสัตว์/วัสดุธรรมชาติ กับพืชชนิดต่าง ๆ ให้ได้ผลดี ต้องทำอย่างไร ? ”
วัฏจักรนี้เริ่มต้นตั้งแต่ “การศึกษา” เมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศให้มี พรบ.ปุ๋ยเคมี ในปี พ.ศ.2518 แล้ว
กระบวนการปลูกฝังเรื่องการใช้ปุ๋ยเคมีเกิดขึ้นตั้งแต่นักวิชาการ
ถ่ายทอดมาถึงอาจารย์ในมหาวิทยาลัย มาถึงนิสิตนักศึกษา...รุ่นสู่รุ่น !!!
เกษตรกรไทย มีค่านิยมในการเชื่อถือ/เคารพ ครูบาอาจารย์มาเนิ่นนาน การที่อาจารย์ หรือนักวิชาการมาอธิบายว่าปุ๋ยเคมีดีอย่างไร ใช้กับพืชอย่างไร จึงทำให้เกษตรกรจำฝังใจ จนเป็นความเคยชินกับ ค่านิยมของสูตรปุ๋ยเคมี สูตรตัวเลขสูง ๆ ย่อมดีกว่าปุ๋ยเคมีสูตรตัวเลขต่ำ ๆ
ปุ๋ยมูลสัตว์/ปุ๋ยอินทรีย์ ในประเทศถูกควบคุมการผลิต/การขาย ด้วยกฎหมายที่ร่างโดยเบื้องหลังของนายทุนที่นำเข้าปุ๋ยเคมี เพื่อกีดกันทางการค้า โดยอ้างว่าเป็นการควบคุมปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นหลัก
" ปุ๋ยเป็นสินค้าที่ใช้กับดินและพืช แต่กลับได้ทะเบียนปุ๋ย ช้ากว่า
ทะเบียน อย. ในสินค้าทั่ว ๆ ไปที่พวกเรากินเข้าไปในร่างกาย/สัมผัสโดยตรงเสียอีก "
เมื่อมีการทำผิดเรื่องปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือผู้ขาย ก็จะมีข่าวประเคนกันมากมาย นักวิชาการหลายท่านก็มีการเขียนบทความว่าปุ๋ยอินทรีย์ไม่สามารถทดแทนปุ๋ยเคมีได้ มีบทความที่สนับสนุนการใช้ปุ๋ยเคมีที่ได้รับการโปรโมทจากสื่อมากมาย ทำให้ภาพลักษณ์ของปุ๋ยอินทรีย์ดูแย่ลงไป แต่ปุ๋ยเคมีเป็นที่นิยมตลอดกาล แม้ต้นทุนจะสูง หรือทำให้ดินเสียระยะยาว... เกษตรกรก็ยังคงต้องการใช้ปุ๋ยเคมีอยู่ดี เพราะติดกับค่านิยมที่ถูกปลูกฝังมาเนิ่นนานทั้งระบบนี่เอง !!!

บทความภาพรวมของการใช้ปุ๋ยเคมี และการแทรกแซงของบริษัทนายทุนที่นำเข้าปุ๋ยเคมี ในประเทศไทย
วันนี้ผมแค่มาเล่าในสิ่งที่เข้าใจ ผ่านประสบการณ์ที่อยู่ในวงการปุ๋ยมานาน หากท่านใดจะทำธุรกิจเกี่ยวกับปุ๋ยจะได้เข้าใจวิธีคิดและกระบวนการที่มาที่ไปของวงการปุ๋ยเสียก่อน
เราคงเปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้ ตราบใดที่เรายังคงอยู่ในสังคมนี้ เราก็ต้องทำตามกฎของสังคม
แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ เรามาสนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์ที่คุณภาพดีและทำถูกต้องตามกฎหมาย
แล้วมาช่วยกันสร้างสังคมดี ๆ ด้วยการแบ่งปันแต่เรื่องราวดีๆ ให้มากกว่าเรื่องไม่ดีกันดีกว่าครับ ^ ^
ชวนคุยกันต่อเรื่องปุ๋ยหรือผลิตปุ๋ยในแบรนด์คุณเองได้ที่
Line ID : organic.design

---------------------------------------------------------------------------
www.youtube.com/channel/UCLe3IuaPjsjwdftbXjIRVxg
www.facebook.com/iDesignOrganic
www.idesignorganic.com
โรงงานผลิตปุ๋ยในแบรนด์ของคุณเอง "คุณภาพดี ราคาถูก" ครบวงจร
Tel. 0874835888