[Food and Beverage ]  [review] ครั้งแรก! เปิดประสบการณ์เยี่ยมชมโรงงาน “เต้าหู้“ - อุเมะโนะฮานะ - โดยสาว Food Science

 
 
 
ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า โจ้รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมากๆ ที่ได้รับเชิญให้เข้าไปเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเต้าหู้ที่ขึ้นชื่อของร้านอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับแบบไคเซกิแท้ๆ อย่าง “อุเมะโนะฮานะ” ค่ะ
 
ร้านอุเมะโนะฮานะนั้นมีอยู่ 70 กว่าสาขาที่ประเทศญี่ปุ่น และมี 1 สาขาในประเทศไทยนะคะ อยู่ที่อาคารนิฮอนมูระมอลล์ ชั้น 2 ซอยทองหล่อ 13 ..เมนูขึ้นชื่อของทางร้านก็คือ เต้าหู้ และ ปู ค่ะ.. วันนี้เราจะคุยถึงเต้าหู้กันล้วนๆ เลย (ส่วนปู... หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโอกาสหน้าทางอุเมะโนะฮานะจะพาไปสำรวจเจาะลึกกันถึงประเทศญี่ปุ่นเลยน้า ^^’)
เต้าหู้สำหรับคนไทยนั้น เรามักจะนำมาประกอบอาหารเช่น แกงจืด ผัด หรือไม่ก็เอามาทำเป็นเต้าหู้ทอดใส่พะโล้ หรือผัดไทย แต่สำหรับคนญี่ปุ่นนี่ต้องเรียกว่าเค้ากินกันเป็นอาหารหลักกันเลยค่ะ ...ทีนี้พอมีคนมาชวนโจ้ไปดูโรงงานผลิตเต้าหู้ซึ่งเค้าบอกว่า...
เป็นเต้าหู้ที่เนื้อนุ่มม๊ากกก.. ละลายในปาก และไม่เหม็นเขียวถั่วเหลืองเลย
แล้วโจ้... มีหรือจะปฏิเสธ (555) ต้องไปสิคะ ... มันน่าตื่นเต้นมากนะที่จะได้เข้าไปเรียนรู้เทคนิคในการผลิตเต้าหู้ตามแบบฉบับของประเทศญี่ปุ่นเนี่ยยย และที่น่าตื่นเต้นมากไปกว่านั้นก็คือ เค้าบอกว่าเข้าไปดู แล้วเอามาเล่าให้คนไทยทั้งประเทศฟังด้วยนะ ... ก็แหม... ตั้งแต่ทำงานอยู่ในโรงงานผลิตอาหารมาสิบกว่าปี ไม่เคยมีที่ไหนบอกให้เอาเรื่องในโรงงานมาเปิดเผยแบบนี้ได้เลยนะ

ละนี่จึงเป็นความประทับใจแรกที่โจ้มีต่อ อุเมะโนะฮานะ ค่ะ (คือ.. ประทับใจตั้งแต่เค้าชวนเลย heart)

ที่จะมาดูกันวันนี้เป็นการผลิตเต้าหู้ถั่วเหลืองนะคะ โรงงานตั้งอยู่ที่อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ซึ่งที่นี่นอกจากผลิตเต้าหู้แล้ว ยังมีห้องเย็นสำหรับเก็บวัตถุดิบที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่นสำหรับใช้ที่ร้านด้วย .. วัตถุดิบเกือบทั้งหมดนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้คนไทยได้ลิ้มรสของอาหารญี่ปุ่นแบบต้นตำรับแท้ๆ กันเลยค่ะ
 
โรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานขนาดไม่ใหญ่มากค่ะ และได้การรับรองมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) จาก อย. เรียบร้อย เครื่องจักรที่ใช้ภายในโรงงานนั้นนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด แถมนำเข้าผู้จัดการโรงงานมาจากญี่ปุ่นด้วยค่ะ ^^ ... ซึ่งก็คือ โอกาวะซัง...ผู้ที่เป็นวิทยากรพาเราเดินชมทั่วไลน์ผลิตในวันนี้นั่นเอง โอกาวะซังใจดีมากเลยค่ะ อธิบายพร้อมกับตอบคำถามทุกคำถามของเราอย่างละเอียดทีเดียว ... ต้องขอขอบคุณมากๆ เลยนะคะ (อะริกาโตะ โกซัยมาชิตะ^^)
 
อาล่ะค่ะ ก่อนเข้าไลน์ผลิตอาหาร ก็ต้องแต่งเนื้อแต่งตัวกันก่อนนะคะ .. สวมผ้าปิดปาก สวมเน็ตคลุมผม ใส่เสื้อคลุมทับ แล้วก็สวมรองเท้าพลาสติกค่ะ .. ทั้งหมดนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกจากตัวเราปนเข้าไปในอาหารที่ผลิตนั่นเอง
 
 
จากนั้น ก็ต้องล้างมือให้สะอาด แล้วก็ฉีดแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรคให้หมดจด

และลำดับต่อไปก็ต้องใช้ลูกกลิ้งกาว กลิ้งให้ทั่วศีรษะ และเสื้อคลุมของเราเพื่อเอาเศษด้ายหรือผมออก ไม่ให้ติดปนเข้าไปในไลน์ผลิตค่ะ

ยังค่ะ.. ยังไม่หมด.. ด่านสุดท้ายก่อนเข้าไป เราต้องอยู่ในตู้เป่าลม (Air Shower) เพื่อกำจัดเศษฝุ่นผงเล็กๆ ไม่ให้หลุดรอดเข้าไปในไลน์ผลิตได้แม้แต่นิ๊ดเดียวเลย
 
สะอาดกันแล้ว เข้าไลน์ได้ ... มาดูวิธีการผลิตเต้าหู้กันเลย

1. เริ่มต้นจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพlaugh “ถั่วเหลือง” ค่ะ  .. ทางอุเมะโนะฮานะเลือกใช้จาก 2 แหล่ง คือ นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น และถั่วเหลืองที่ปลูกในประเทศไทยค่ะ ...
 
ถั่วเหลืองจาก 2 แหล่งนี้มีความแตกต่างกันคือ ...
yes ถั่วเหลืองญี่ปุ่น จากฮอกไกโด  มีความหวานมากกว่า แต่โปรตีนน้อยกว่าถั่วเหลืองไทย ใช้เพื่อผลิตเต้าหู้ส่งเข้าร้านอุเมะโนะฮานะเท่านั้น... เพื่อให้เราได้ลิ้มรสของอาหารญี่ปุ่นแบบต้นตำรับแท้ๆ ไงคะ
yes ถั่วเหลืองไทย มีความหวานน้อยกว่า แต่โปรตีนสูงกว่าถั่วเหลืองญี่ปุ่น ใช้ผลิตเพื่อส่งขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต เช่น กูร์เมตมาร์เก็ต หรือร้านยูเอฟเอ็ม ฟูจิ ซุปเปอร์ ... ซึ่งโอกาวะซังบอกว่าอุเมะโนะฮานะทำธุรกิจอยู่ในประเทศไทยก็อยากจะอุดหนุนวัตถุดิบของไทยด้วย โดยเค้าได้ทุ่มเทคิดค้นสูตรการผลิตเต้าหู้สำหรับถั่วเหลืองไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้ได้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่ใกล้เคียงกับเต้าหู้จากถั่วเหลืองญี่ปุ่นมากที่สุด

ในความเป็น R&D โจ้รู้ดีว่าการเปลี่ยนวัตถุดิบหลักโดยให้ได้ผลิตภัณฑ์สุดท้ายออกมาเหมือนกับต้นตำรับนั้นไม่ใช่งานง่ายเลย มันเหมือนกับเราเริ่มต้นวิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่ตัวนึงทีเดียว แต่โอกาวะซังบอกว่าเค้าอยากให้เราได้รู้ ว่าถั่วเหลืองไทยก็สามารถนำมาทำเป็นเต้าหู้ที่มีเนื้อนิ่มเนียน และไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวแบบเต้าหู้ญี่ปุ่นได้ เค้าเลยทุ่มเทคิดค้นพัฒนาจนได้สูตรออกมานี่ล่ะค่ะ ^^
และเมื่อได้วัตถุดิบที่ดีมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการแช่ถั่วค่ะ...
 
  
2. แช่ถั่วให้นิ่มlaugh ทำในห้องเย็นที่อุณหภูมิไม่เกิน  5 องศาเซลเซียส... เหตุผลที่ต้องแช่ในห้องเย็นและใช้น้ำเย็นก็เพราะว่า เค้าต้องการให้น้ำค่อยๆ ซึมเข้าไปในเนื้อถั่ว... ถ้าแช่ที่อุณหภูมิห้อง หรือใช้น้ำอุ่นเนี่ย จะทำให้น้ำซึมเข้าไปในเนื้อถั่วด้านนอกกับด้านในได้ไม่เท่ากัน
โดยเค้าจะแช่ถั่วนาน 12 ชั่วโมงเลยค่ะ .. ซึ่งจริงๆในการแช่ถั่ว ถ้าใช้น้ำอุณหภูมิปกติก็จะสามารถลดเวลาในการแช่ลงได้ ทำให้ปริมาณการผลิต
ต่อวันเพิ่มมากขึ้น แต่ทางอุเมะโนะฮานะเลือกที่จะใช้น้ำเย็น แล้วแช่นานขึ้น ก็เพื่อให้ทุกพื้นที่ของเนื้อถั่วก่อนนำไปทำเต้าหู้มีคุณภาพสม่ำเสมอกันมากที่สุดค่ะ
และน้ำที่ใช้แช่ถั่วก็ต้องเป็นน้ำ RO เท่านั้นนะคะ.. หากใช้น้ำประปาหรือใช้น้ำที่กรองด้วยวิธีอื่นจะไปกระทบกับคุณภาพของเต้าหู้ค่ะ ... เดี๋ยวเล่าไปเรื่อยๆจะรู้นะคะว่าเกี่ยวข้องกันยังไง...
เมื่อแช่ถั่วครบ 12 ชั่วโมงแล้ว ก็พร้อมผลิตแล้วค่ะ...
 
3. บดถั่วlaugh โดยผสมถั่วเหลืองกับน้ำ RO ในอัตราส่วนที่เหมาะสมสำหรับถั่วแต่ละแหล่ง เพราะองค์ประกอบภายใน, ความแข็ง ความอ่อนของเค้าไม่เหมือนกันเนอะ ... พอบดถั่วเสร็จ 1 รอบ ก็จะล้างทำความสะอาดเครื่องทันที.. ซึ่งจริงๆ การบดถั่วแล้วล้างทุกรอบจะทำให้ได้เปอร์เซ็นต์ผลผลิต (% yield) ต่ำกว่าการบดต่อเนื่องแล้วไปล้างทีเดียวตอนจบวันนะคะ แต่ที่โรงงานอุเมะโนะฮานะนี่เค้ายอมล้างทุกรอบเลยเพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของเชื้อจุลินทรีย์ระหว่างวันนั่นเองค่ะ
 
4. ต้มฆ่าเชื้อlaugh โดยใช้อุณหภูมิ 96 องศาเซลเซียส นาน 4 นาที ซึ่งถือเป็นการให้ความร้อนในระดับพาสเจอร์ไรซ์เพื่อทำลายเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคได้หมดนะคะ ... ขั้นตอนนี้สำคัญมากๆ เราจึงไม่สามารถอาศัยการดูด้วยตาเปล่าหรือว่าดูไฟแรงไฟอ่อนอย่างเดียวได้ ต้องมีการใช้เครื่องวัดอุณหภูมิและจับเวลาให้เป๊ะที่สุด เพราะถ้าต้มน้อยไปเชื้อก็จะไม่ตาย  มีผลต่อความปลอดภัย.. หรือถ้าต้มมากไปก็มีผลต่อโปรตีน ทำให้เนื้อของเต้าหู้ผิดปกติไปได้เลยค่ะ
 
 

5. แยกเอากากถั่วเหลืองออกlaugh หลังจากขั้นตอนนี้เราจะได้ผลิตภัณฑ์ออกมา 3 อย่างนะคะ
 
enlightened ย่างแรกคือ น้ำเต้าหู้ ค่ะ .. โอกาวะซังบอกว่าเมื่อได้น้ำเต้าหู้ออกมาต้องสังเกตสีเป็นอย่างแรกแลย.. น้ำเต้าหู้ที่ดีต้องมีสีขาวอมเหลืองนวลๆ ถ้าสีออกคล้ำๆเข้มๆเนี่ย แปลว่าล้างหรือแช่ถั่วไม่ดีค่ะ
 
ทางอุเมะโนะฮานะจะนำไปบรรจุขวดเป็นน้ำเต้าหู้พร้อมดื่มแบบนี้ ... มีสองรสชาตินะคะ คือ รสดั้งเดิม..อันนี้ก็เป็นกลิ่นรสนมถั่วเหลืองธรรมชาติ ไม่มีอะไรเจือปนเลย กับรสน้ำผึ้งค่ะ ซึ่งตัวนี้เค้าก็ปรับให้มีกลิ่นและรสหวานจากน้ำผึ้งนิดนึง ให้เหมาะกับคนไทยที่ชอบทานหวานกัน

enlightened ย่างที่สองคือ ฟองเต้าหู้ ค่ะ... ตัวนี้คือแผ่นฟิล์มด้านบนของน้ำเต้าหู้ที่เกิดจากการรวมตัวกันของโปรตีนและไขมันในถั่วเหลือง มีวิธีการผลิตดังนี้ค่ะ
 
นี่เลยยยยย นำน้ำเต้าหู้ที่ได้เมื่อกี้มาตั้งไฟอ่อนๆ โดยไม่ต้องกวน ผิวหน้าเค้าก็จะแห้งขึ้นเรื่อยๆ.. สีก็จะเริ่มเปลี่ยนจากสีขาวอมเหลืองอ่อน เป็นสีเหลืองเข้มขึ้น ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2-3 นาทีก็ตักฟองเต้าหู้ได้เลยค่ะ
 
วิธีการตักก็ต้องมือเบาๆ กันนิดนึงนะคะ.. ใช้สแตนเลนปลายแหลมค่อยๆ แซะด้านข้างทั้งสี่ด้าน แล้วก็ช้อนขึ้นจากตรงกลาง ได้ออกมาแบบนี้ค่ะ
 
จากนั้นนำไปแขวนไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วก็ใส่ถาด รอบรรจุถุง ได้เลยค่ะ
 
ถ้าใครอยากลองทำฟองเต้าหู้ทานเองแบบสดจากเตา ที่ร้านอุเมะโนะฮานะเค้าก็มีจัดไว้ให้นะคะ .. ทำแล้วกินสดตอนนั้นได้เลย.. เดี๋ยวตอนท้ายจะพาไปดูกันค่ะ :36:
 
อิอิ ... กลับมาที่ไลน์ผลิตกันต่อนะคะ .. enlightened สินค้าอย่างที่สามที่ได้ก็คือ พระเอกของเราในวันนี้นั่นเอง .. เต้าหู้ .. ค่ะ
ารผลิตเต้าหู้ ใช้หลักการตกตะกอนของโปรตีนในถั่วเหลืองค่ะ ...
เราก็จะใช้น้ำเต้าหู้ที่ต้มฆ่าเชื้อแล้ว มาผสมกับดีเกลือญี่ปุ่น ซึ่งเจ้าดีเกลือนี่ล่ะค่ะ เป็นตัวที่ทำให้โปรตีนตกตะกอน.. จากของเหลวอย่างน้ำเต้าหู้ก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นกึ่งแข็งกึ่งเหลว เนื้อนิ่มๆคล้ายวุ้น ของเต้าหู้ค่ะ
ตัวดีเกลือเนี่ย อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเป็นเกลือชนิดหนึ่งนะคะ ที่มีโครงสร้างทางเคมีแตกต่างไปจากเกลือแกงที่เราใช้ปรุงอาหารกันทั่วไปซึ่งเป็นโซเดียมคลอไรด์ (ถ้าเราเติมเกลือแกงเยอะๆ ลงในน้ำเต้าหู้ ก็จะกลายเป็นก้อนๆ ได้เหมือนกันนะ).. เพียงแต่ว่าที่ไม่นิยมใช้เกลือแกงกัน ก็เพราะรสชาติจะเค็มเกินไป และการใช้เกลือต่างชนิดกันก็จะให้ลักษณะเนื้อเต้าหู้ที่นิ่มหรือแข็งแตกต่างกันด้วยค่ะ

โอกาวะซังบอกว่าถั่วเหลืองไทยกับถั่วเหลืองญี่ปุ่นก็จะใช้ดีเกลือต่างกัน เพื่อที่จะให้ได้เนื้อของเต้าหู้ออกมาใกล้เคียงกันค่ะ
 
และสำหรับคำตอบของการที่ต้องใช้น้ำ RO ในกระบวนการผลิตเต้าหู้ก็เพราะว่า ในน้ำประปาหรือน้ำกรองแบบอื่นๆ จะมีพวกแร่ธาตุต่างๆ อยู่ด้วย ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้ก็จะทำให้โปรตีนตกตะกอนได้เหมือนกัน แต่เราจะไม่รู้ว่าปริมาณมีอยู่เท่าไหร่ ทำให้ในการผลิตเต้าหู้แต่ละครั้งอาจได้เนื้อออกมาไม่เหมือนกัน .. แต่ในน้ำ RO นี่เค้าจะถูกดึงเอาแร่ธาตุออกไปหมดแล้ว ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อเนื้อของเต้าหู้ที่เราผลิตค่ะ .. สรุปง่ายๆ ก็คือ
การใช้น้ำ RO จะทำให้เต้าหู้ของเรามีคุณภาพเหมือนกันทุกครั้งที่ผลิตนั่นเองค่ะ
ซึ่งนอกจากจะใช้น้ำ RO ในการแช่ถั่วแล้ว ก็ยังใช้ในการล้างเครื่องมือเครื่องจักรทุกชิ้นด้วย .. ส่วนน้ำประปาก็ไว้ใช้ล้างพื้นหรือบริเวณภายนอกที่ไม่ได้สัมผัสกับตัวอาหารไปค่ะ
 
 
6. เทลงพิมพ์laugh หลังจากที่ผสมดีเกลือญี่ปุ่นแล้วต้องรีบเทลงพิมพ์เลยค่ะ เพราะโปรตีนจะตกตะกอนเร็วมาก .. แล้วการเทก็ไม่ใช่ว่าจะเทตู้มๆ ได้เลยนะคะ ต้องมีจังหวะ มีการวน เพราะวิธีการเทน้ำเต้าหู้ลงพิมพ์นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับในการสร้างเนื้อสัมผัสของเต้าหู้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น พนักงานที่ทำหน้าที่ตรงนี้ต้องได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดีเลยค่ะ
วิธีการเตรียมพิมพ์นะคะ ราดน้ำร้อนฆ่าเชื้อบริเวณพื้นที่ปฏิบัติงานกันก่อนค่ะ
 
พอเทเสร็จแล้วก็ต้องรีบเกลี่ยเอาฟองออกเลยค่ะ ก่อนที่ผิวหน้าจะเริ่มแข็งตัว
 
และขั้นตอนต่อจากนี้ไปก็ถือเป็นความพิถีพิถันในการผลิตของอุเมะโนะฮานะเลยนะคะ ...
    
yes เค้าจะใช้น้ำเททับผิวหน้าของเต้าหู้ที่เริ่มแข็งตัว เพื่อป้องกันไม่ไห้ผิวหน้าแห้งเกินไป
yes จากนั้นก็จะใช้น้ำผสมดีเกลือญี่ปุ่นราดให้ทั่วบริเวณผิวด้านนอกของเต้าหู้เพื่อให้ผิวตึงๆ ไม่แตกหักง่าย
yes และสุดท้ายจะราดทับด้วยน้ำอุ่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของดีเกลือค่ะ
 
 
  
7. กดและบีบน้ำออกlaugh เมื่อเต้าหู้แข็งตัวดีแล้ว เค้าจะใช้ผ้าขาวบางปิดทับหน้าไว้ แล้วก็คลุมด้วยแผ่นพลาสติกแบบญี่ปุ่นอีกชั้น จากนั้นก็เอาแผ่นเหล็กมาวางทับ และกดให้ได้น้ำหนักกับระยะเวลาที่เท่ากันทุกๆ ครั้ง เพื่อดึงเอาน้ำส่วนเกินออกจากตัวเต้าหู้.. ซึ่งปริมาณน้ำที่เหมาะสมนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับของเนื้อนิ่มๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเต้าหู้อุเมะโนะฮานะค่ะ

 
8. หั่นให้ได้ขนาดที่ต้องการlaugh เทคนิคของที่นี่ก็คือ การหั่นในน้ำ.. เพื่อลดความบอบช้ำของเต้าหู้นั่นเองค่ะ คือถ้าเราหั่นบนโต๊ะแล้วบรรจุลงถาดเลยมีโอกาสที่เต้าหู้จะกระทบกันแล้วแตกหักได้ง่าย แต่ถ้ามีน้ำช่วยพยุง เต้าหู้ก็จะไม่แตกง่ายนั่นเอง
ในขั้นตอนนี้ พนักงานจะทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพไปด้วย หากเนื้อเต้าหู้ที่ได้ออกมาไม่เหมือนเดิม หรือมีชิ้นไหนแตกหัก ไม่ได้รูป ก็จะคัดทิ้งไปค่ะ


 
  
9. บรรจุลงถาดlaugh เค้าจะเติมน้ำ RO ลงไปก่อนปิดผนึกถาดเต้าหู้ ซึ่งนอกจากจะช่วยไม่ให้ผิวหน้าแห้ง หรือเสียรูปแล้วเนี่ย.. การเติมน้ำยังช่วยให้ภายในถาดมีอากาศน้อยลง เป็นการช่วยทำให้เต้าหู้เก็บได้นานขึ้นด้วยค่ะ
 
10. ทำให้เย็นเร็วที่สุดlaugh หลังจากที่ปิดฝาแล้วก็นำไปแช่ในน้ำเย็นค่ะ เพราะตอนนี้เต้าหู้จะยังมีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิห้อง เชื้อจุลินทรีย์มีโอกาสเจริญได้ จึงจำเป็นต้องลดอุณหภูมิลงให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เชื้อเจริญ ทำให้เต้าหู้เก็บได้นานขึ้นค่ะ.. ถ้าเรานำเต้าหู้เข้าห้องเย็นเลย อุณหภูมิจะลดลงช้ากว่าการแช่ในน้ำเย็นนะคะ 
น้ำที่ใช่แช่นี่เย็นเจี๊ยบบบบ ... 2 องศาเซลเซียส
 
 
เสร็จแล้วค่า เต้าหู้ของเรา ^^
เดี๋ยวเราจะนำไปเสริฟ์ที่ร้านอุเมะโนะฮานะกันนะคะ
 

อิอิ ก่อนชิมอาหารขอแชะภาพกับดอกบ๊วยซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของร้านกันหน่อย ^^
 
 
  
มาถึงโต๊ะปุ๊บก็พากันทำสิ่งนี้ก่อนเลยค่ะ .. ฟองเต้าหู้ :22: นั่นเอง .. ทางร้านยก mini factory มาไว้ให้ที่นี่เลย.. ทำกันสด ๆ กินกันสดๆ .. เมื่อกี้อยู่ในไลน์ผลิตก็ไม่กล้าขอเค้าทำ กลัวของเค้าพัง แต่อยู่ที่ร้านนี่ลุยเลยค่ะ เพราะทำเองกินเอง ^^
.. ถ้าครอบครัวไหนมีเด็กๆ มาด้วยนี่รับรองค่ะ แย่งกันทำสนุกสนานเพลิดเพลินแน่นอน

  
ได้ฟองเต้าหู้มาแล้วก็ราดด้วยซอสโชยุ (Shoyu) สูตรพิเศษของทางร้านอุเมะโนะฮานะ แล้วโรยผิวส้มยูสุ (Yuzu) ที่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น.. แบบขูดกันสดๆ เลยค่ะ ... ความประทับใจที่ได้คือ หอมกลิ่นส้มยูสุนำมาก่อนเลย ตามด้วยกลิ่นถั่วเหลืองอ่อนๆ และกลิ่นของโชยุ (ที่พิเศษจนอยากจะขอกลับบ้านมาซักขวดสองขวด ^^) รสชาติมันๆ ของฟองเต้าหู้ผสมกับความเค็มๆ และหวานนิดๆ ของซอสโชยุเนี่ย คือเอกลักษณ์ของเมนูนี้เลยค่ะ
 
และเนื่องจากเราเพิ่งไปชมโรงงานเต้าหู้กันมา.. ชิมกันสด ๆ ในไลน์ผลิตไปแล้ว ตอนนี้ทางร้านเลยขอนำเต้าหู้มาแต่งองค์ทรงเครื่องในเมนู เต้าหู้เย็น :22: ค่ะ .. เต้าหู้เปล่าๆ ... เมื่อทานพร้อมกับเครื่องเคียงของทางร้านไม่ว่าจะเป็นซอสโชยุสูตรพิเศษอันเดิม ปลาป่น และต้นหอมญี่ปุ่นแล้วเนี่ย มันลงตัวมากๆ ค่ะ .. กลิ่นหอมถั่วเหลืองอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นของเครื่องเคียงที่จัดมาตามแบบฉบับญี่ปุ่นแท้ๆนี่ ถือว่าเพิ่มสเน่ห์ให้กับเต้าหู้ได้เลย
 
จานนี้เป็น สลัด :22: ค่ะ .. ใช้เต้าหู้เป็นแหล่งโปรตีนในสลัดของเราได้เลย รสชาติมันๆ อ่อนๆ ของเต้าหู้เข้ากันได้ดีกับผักและน้ำสลัดเลยค่ะ
 
 
เมนูนี้เรียกว่า ยูบะอาเกะ :22: ค่ะ ด้านในเป็นเนื้อปลาขาวที่เอามาตีปั่นให้ได้เนื้อนิ่มๆ เด้งๆ คล้ายลูกชิ้นปลา แล้วห่อด้วยฟองเต้าหู้ จากนั้นก็นำไปทอด.. มีความกรอบนอก นุ่มใน และไม่อมน้ำมันเลยค่ะ
...บีบมะนาวลงไป + เหยาะเกลือวาซาบินิดนึง .. .กินแล้วฟินมากกกกก อยากจะสั่งชิ้นที่สองเลย ^^

yes ขอนอกเรื่องจากเต้าหู้นิดนึงนะคะ คือ โจ้ชอบร้านนี้ตรงที่เค้าใส่ใจลูกค้ามาก แม้กระทั่งมือยังไม่อยากให้เปื้อนจากการบีบมะนาวเลยค่ะ แถมเครื่องบีบมาให้พร้อม และอีกอย่างก็คือเจ้าเกลือวาซาบิ... ซึ่งเค้าบอกว่า เพราะคนไทยชอบเติมเกลือเติมน้ำปลาในอาหาร แต่เค้าอยากให้เกลือของทางร้านมีความพิเศษ ก็เลยนำวาซาบิมาผสมลงไป ซึ่งกลิ่นไม่เผ็ดฉุนวาซาบินะคะ แค่มีกลิ่นอ่อนๆ ทำให้รู้สึกได้ว่าเป็นเกลือที่พิเศษจริงๆ 
 
มาถึงจานนี้นะคะ โทโยโมจิมาโบ หรือ เต้าหู้ผัดซอส  :22:  .. เป็นเต้าหู้ที่ห่อด้วยแป้งญี่ปุ่นทอด กินแล้วเนื้อนิ่มๆ คล้ายโมจิ นำไปผัดกับมะเขือม่วงในซอสมาโบ ที่หอมโชยุ มิริน ขิง และน้ำมันงาอ่อนๆ.. ตัดเลี่ยนด้วยต้นหอมญี่ปุ่นที่โรยหน้ามาให้ กินเพลินมาก ..รสชาตินี่ เค็มๆ หวานๆ มันๆ กลมกล่อมมากค่ะ
 
  
และสุดท้ายยยย ขอแนะนำ ซุบมิโซะ :22: สุดล้ำตามแบบฉบับของอุเมะโนะฮานะค่ะ.. นอกจากสีสันของน้ำซุปที่แปลกตา เพราะที่นี่เค้าใช้มิโซะแดงซึ่งจะมีกลิ่นรสที่เข้มข้นมากกว่ามิโซะเหลืองทั่วๆ ไปแล้วเนี่ย.. เค้าก็ยังเปลี่ยนจากใช้เต้าหู้มาเป็นฟองเต้าหู้แทนค่ะ ซึ่งโจ้ชอบนะ..เพราะเวลาที่กินเต้าหู้ชิ้นใหญ่ๆ ในซุปมิโซะ ตัวเต้าหู้จะมีแค่รสชาติจืดๆ มันๆ แต่ของอุเมะโนะฮานะนี่.. ในขณะที่เรากินฟองเต้าหู้ เราก็จะได้รสชาติของตัวซุปมิโซะไปพร้อมๆ กันด้วย .. ถึงแม้จะอิ่มมากๆ แล้ว แต่ซุปนี่ก็หมดถ้วยได้เลยแน่นอนค่ะ
 
และนอกจากเมนูเต้าหู้แล้วเนี่ย ทางร้านก็ยังจัดเมนูอื่นๆ ที่อยู่ใน Lunch course มาให้ชิมด้วยน้าา.. ทานแล้วประทับใจทุกจานเลย heart

yes อิ่ม อร่อย และได้ความรู้มาเยอะมาก ๆ เลยนะคะวันนี้ .. ขอขอบคุณอุเมะโนะฮานะมากค่ะ ^^

โจ้อยากให้มีรีวิวโรงงานแบบนี้อีกเยอะๆ เลยนะคะ เพราะการที่โรงงานผลิตอาหารพร้อมเปิดเผยกระบวนการผลิตในทุกๆ รายละเอียดแบบนี้ เนี่ย ..นอกจากผู้บริโภคจะมีความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารที่เราผลิตมากขึ้นแล้ว การได้เห็นที่มาที่ไปตั้งแต่เป็นวัตถุดิบ มาผ่านกระบวนการต่างๆ จนกลายเป็นอาหารที่พร้อมรับประทาน ยังทำให้ได้อารมณ์เหมือนกับเราทำอาหารทานเองเลย.. โจ้ว่าสิ่งที่จะได้มาเพิ่มเติมจากผู้บริโภคก็คือ “ความรัก” ในอาหารนั้นค่ะ
วันนี้โจ้รักเต้าหู้แล้ว ^^

 
ตามมาชิมเมนูเต้าหู้กันได้ที่
อาคารนิฮอนมูระมอลล์ ชั้น 2 ซอยทองหล่อ 13
เปิด  2  ช่วงเวลาคือ  11.00 – 15.00 และ 18.00 -23.00 
โทรติดต่อสอบถาม: ภาษาญี่ปุ่น 082 – 993 – 1193 หรือภาษาไทย 084 – 438 – 3892
Created date : 09-06-2016
Updated date : 09-06-2016
Post by : โจ้ Food Science
เข้ามาพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้กันในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์อาหารได้นะคะ ^^ Facebook : Rotjana Wikrantasewee

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles